“พนักงานราชการ ลูกจ้าง”ลาออกได้อะไรจากราชการ

 

หากเป็นข้าราชการเมื่อจำต้องออกจากราชการ เนื่องจากเกษียณอายุราชการหรือประสงค์จะลาออก มีอายุราชการเป็นไปตามเงื่อนไข ก็จะได้รับเงินบำเหน็จ (รับก้อนเดียว) หรือ เงินบำนาญ (รับเป็นรายเดือนจนตาย)  ยิ่งหากเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็จะได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากกองทุน กบข. อีกก้อนหนึ่งด้วย ส่วนสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ทั้งของตนเองและบุคคลในครอบครัว หรือค่าการศึกษาบุตรก็ยังได้รับเหมือนครั้งยังรับราชการอยู่ (อ่านข้อเขียน “ข้าราชการ”เกษียณแล้วได้อะไรจากราชการ)

 

หากเป็นลูกจ้างประจำ มีอายุราชการเป็นไปตามเงื่อนไข หากเกษียณอายุราชการหรือลาออก ก็จะได้รับเงินบำเหน็จปกติ (รับก้อนเดียว) บำเหน็จรายเดือน (รับเป็นรายเดือนจนตายเหมือบำนาญข้าราชการ) และเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลูกจ้างประจำ (กสจ.) อีกก้อนหนึ่งด้วย แต่สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล การศึกษาบุตรจะเสียไป เพราะไม่ถือว่าเป็นผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการนั้น ๆ (อ่านข้อเขียน “ลูกจ้างประจำ”เกษียณแล้วได้อะไรจากราชการ)

 

แล้วถ้าหากเป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ลาออกแล้วจะได้อะไรจากราชการ?

ข้อเขียนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารมายังกลุ่มพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งต่างๆ ของหน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษา  ให้รับรู้และเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ในขณะปฏิบัติราชการและเมื่อออกจากงานราชการ รวมถึงเพื่อสื่อสารมายังผู้บริหารหน่วยงานและสถานศึกษา เพื่อรับรู้ ยังประโยชน์ในการบริหารจัดการและบอกต่อไปยังพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวในการบังคับบัญชา ดังนั้นเนื้อหาที่นำเสนอ ทั้งการกล่าวอ้างถึงตำแหน่ง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ กรณีตัวอย่างในบางประเด็นจึงเจาะจงเฉพาะกลุ่ม อาจไม่ครอบคลุมถึงพนักงานราชการและลูกจ้างทั้งระบบ ในประเด็นต่อไปนี้

 

1. พนักงานราชการคือใคร กำหนดตำแหน่งอย่างไร ได้รับค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง?

     พนักงานราชการ คือ เจ้าหน้าที่รัฐอีกประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งนำระบบลูกจ้างสัญญาจ้างมาสู่การปฏิบัติ โดยเป็นการจ้างตามภารกิจของโครงการ เหตุผลเนื่องจากในสมัยก่อนมีข้าราชการจำนวนมาก เป็นภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐค่อนข้างสูงทั้งในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ บำเหน็จ บำนาญ ตลอดรวมถึงคุณภาพในการทำงานในระบบราชการ ยังไม่เป็นที่พอใจเท่าที่ควร แบบเช้าชามเย็นชาม จึงปรับเปลี่ยนเป็นระบบพนักงานราชการ (เทียบกับรูปแบบบริษัท รัฐวิสาหกิจ ที่บุคคลทำงานได้ผลงานมากกว่าระบบราชการ) และเพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความกระตือรือร้นในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ คุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดตำแหน่งพนักงานราชการแทนอัตราของลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งบางหน่วยงานก็เป็นตำแหน่งแทนอัตราข้าราชการ แล้วแต่ความจำเป็น

    การกำหนดตำแหน่งของพนักงานราชการ ได้มีการจำแนกเป็นประเภทและกลุ่มงานตามลักษณะงานและผลผลิตของงาน ได้แก่ ประเภทพนักงานราชการทั่วไป (กลุ่มงานบริการ  กลุ่มงานเทคนิค กลุ่มงานบริหารทั่วไป กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ) และพนักงานราชการประเภทพิเศษ( กลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษ) การกำหนดตำแหน่งในแต่ละกลุ่มงานก็จะแตกต่างกันไป ซึ่งการจะกำหนดให้ส่วนราชการใดมีพนักงานราชการประเภทใด กลุ่มใด ตำแหน่งใด และมีจำนวนเท่าใดเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการที่เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงานราชการกำหนด เช่น ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดให้มีตำแหน่งพนักงานเฉพาะประเภททั่วไป กลุ่มงานบริการ (เช่น ครูพี่เลี้ยง พนักงานธุรการ) กลุ่มงานเทคนิค (เช่น พนักงานวิทยาศาสตร์ หรือ Lab boy) กลุ่มงานบริหารทั่วไป (เช่น ครูผู้สอน) เป็นต้น

    ส่วนการให้ได้รับค่าตอบแทนนั้น พนักงานราชการ จะต้องทำสัญญาจ้างทุก 4 ปี จะได้รับเงินเดือนเป็นรายเดือน ซึ่งเรียกว่า “ค่าตอบแทน” โดยจะได้รับมากกว่าข้าราชการประมาณ 20 % (เช่น พนักงานราชการครูผู้สอนจะได้ 18,000 บาท ในขณะที่รับราชการทั่วไปได้ 15,000 บาท) และมีการเพิ่มค่าตอบแทนทุกปี แต่จะไม่มีสิทธิในสวัสดิการบางราย เช่น ไม่ได้รับค่าเช่าบ้าน ไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญ ไม่ได้รับการรักษาพยาบาล (เนื่องจากมีระบบประกันสังคม) แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่างจากราชการ

 

    สิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการ ที่นอกเหนือจากค่าตอบแทนซึ่งเป็นเงินที่รับรายเดือนแล้ว คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ยังกำหนดให้พนักงานราชการมีสิทธิประโยชน์ ดังนี้

      1) สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลา ได้แก่ ลาป่วยลาได้เท่าที่ป่วยจริงนับแต่วันทำการ ลาคลอดบุตรได้ ไม่เกิน 90 วัน  ลากิจส่วนตัวได้ปีละไม่เกิน 10 วันทำการ  ลาพักผ่อนปีละไม่เกิน10 วันทำการ(ทำงานในสำนักงานไม่มีวันปิดเทอมและต้องทำงานมาแล้ว 6 เดือนขึ้นไป) ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลหรือระดมพล ลาอุปสมบทหรือประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งเดียวได้ไม่เกิน 120 วัน (ทำงานมาแล้ว 4 เดือน)

      2) สิทธิได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา ได้แก่ ลาป่วยได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 30 วัน (ส่วนที่เกินให้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จากกองทุนประกันสังคม) ลาคลอดบุตรได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 45 วัน (ส่วนที่เกินได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากประกันสังคม) ลากิจส่วนตัวและลาพักผ่อนประจำปีได้รับค่าตอบแทนได้ไม่เกิน 10 วัน ลารับราชการทหารได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 60 วัน และการลาอุปสมบทหรือประกอบพิธีฮัจญ์ได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 120 วัน

      3) สิทธิประโยชน์อย่างอย่างอื่น  ได้แก่ การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ (ค่าโอที) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าเบี้ยประชุม (กรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ)  ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ทั้งหมดนี้เป็นไปตามระเบียบราชการโดยอนุโลม นอกจากนั้นยังได้รับค่าตอบแทนการออกจากราชการโดยไม่มีความผิด (ส่วนราชการบอกเลิกจ้างก่อนครบสัญญาจ้างตามอัตราที่กำหนดขึ้นกับอายุงาน) และเงินทดแทนกรณีประสบอันตราย เจ็บป่วยหรือสูญหายเนื่องจากการทำงานให้ราชการ(เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด)

 

2. ลูกจ้างชั่วคราวคือใคร กำหนดตำแหน่งอย่างไร ได้รับค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง?

   ลูกจ้างชั่วคราว เป็นเจ้าหน้าที่รัฐประเภทหนึ่งของส่วนราชการจ้างไว้ปฏิบัติงานตามภารกิจ สภาพความจำเป็นและลักษณะงาน อาจจะเป็นลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง โดยการจ้างนั้นไว้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะชั่วคราวด้วยเงินงบประมาณหรือเงินนอกงบประมาณ ที่มีกำหนดเวลาจ้างซึ่งต้องไม่เกินปีงบประมาณ ซึ่งการกำหนดจำนวน ชื่อตำแหน่ง คุณลักษณะ ภารกิจที่ปฏิบัติ ระยะเวลาการจ้าง ค่าจ้าง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ เป็นไปตามที่ส่วนราชการกำหนด แต่ทั้งนี้อยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยการจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างของส่วนราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติว่าด้วยการจ้างลูกจ้างชั่วคราว รวมถึงระเบียบ ประกาศของส่วนราชการนั้นๆ และที่เกี่ยวข้อง

   การกำหนดชื่อตำแหน่งของลูกจ้างชั่วคราว เป็นไปตามภารกิจหรือโครงการที่ส่วนราชการกำหนด ดังกรณีลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น ลูกจ้างชั่วคราวอัตราจ้างครูรายเดือนแก้ปัญหาสถานศึกษาขาดแคลนครูวิกฤต ลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานบุคลากรวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ตามโครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ลูกจ้างชั่วคราวอัตราจ้างสาขาครูขาดแคลนตามโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ ลูกจ้างชั่วคราวตามโครงการคืนครูให้นักเรียน ได้แก่ ครูธุรการโรงเรียน นักการภารโรง  เจ้าหน้าประจำห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Lab boy) ครูดูแลนักเรียนประจำพักนอน ลูกจ้างชั่วคราวอัตราจ้างปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรหรือลูกจ้าง เช่น พนักงานพิมพ์ดีด พนักงานทำความสะอาด เวรยาม ลูกจ้างชั่วคราวครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดินตามโครงการครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน หรือ ลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งอื่นๆ เช่น พี่เลี้ยงเด็กพิการ เป็นต้น

    ส่วนการให้ได้รับค่าจ้างของการจ้างลูกจ้างชั่วคราวนั้น ให้จ้างในอัตราค่าจ้างไม่เกินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่ง และไม่มีการเลื่อนค่าจ้าง การจ่ายค่าจ้างให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจ่ายค่าจ้างลูกจ้างของส่วนราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนงบประมาณที่นำมาจ้างจะจ้างในอัตราเดือนละเท่าใด ด้วยงบประมาณหมวดใด เบิกจ่ายในลักษณะใดเป็นไปตามที่ส่วนราชการกำหนด เช่น ลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด พนักงานทำความสะอาด เวรยาม พี่เลี้ยงเด็กพิการ จะได้รับค่าจ้างรายเดือน ๆ ละ  9,000 บาท จ่ายในลักษณะค่าตอบแทน (งบดำเนินงาน) ลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งภารโรง จะได้รับค่าจ้างรายเดือน ๆ ละ  9,000 บาท จ่ายในลักษณะค่าตอบแทน (งบดำเนินงาน) ลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งครูวิกฤตฯ หรือ บุคลากรวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ หรือ ครูธุรการโรงเรียน จะได้รับค่าจ้างรายเดือน ๆ ละ 1,500 บาท จ่ายในลักษณะค่าตอบแทน (งบดำเนินงาน) หรือ ครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดินจะได้รับค่าจ้างรายเดือน ๆ ละ  17,000 บาท จ่ายในลักษณะจ้างเหมาบริการตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุฯ เป็นต้น

    สิทธิประโยชน์ของลูกจ้างชั่วคราว ที่นอกเหนือจากค่าจ้างซึ่งเป็นเงินที่รับรายเดือนแล้ว ส่วนราชการที่มีลูกจ้างชั่วคราว ได้ออกประกาศกำหนดให้ลูกจ้างชั่วคราวมีสิทธิประโยชน์ ดังนี้

     1) สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลา ลูกจ้างชั่วคราวมีสิทธิลาได้ตามนัยหนังสือสานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ สร 0203/877 ลงวันที่ 22 มกราคม 2524 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ลูกจ้างส่วนราชการถือปฏิบัติเกี่ยวกับการลาเช่นเดียวกับข้าราชการ และให้ส่วนราชการมากำหนดโดยทำเป็นประกาศรายละเอียดเป็นแนวปฏิบัติของส่วนราชการนั้น ๆ ลูกจ้างชั่วคราวจึงมีสิทธิลาตามประเภท ได้แก่ การลาป่วย การลาคลอดบุตร (ได้ไม่เกิน 90 วัน) ลากิจส่วนตัว การลาพักผ่อน การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจญ์ การลาเข้ารับการระดมพลหรือเข้ารับการทดลองความพรั่งพร้อม และการลาฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย

      2) สิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างลา ได้แก่ ลาป่วย (ปีแรกทำงานครบหกเดือนลาโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 8 วันทำการ ปีต่อๆไป ได้ไม่เกิน 15 วันทำการ ส่วนที่เกินให้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จากกองทุนประกันสังคม) ลาคลอดบุตรได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน (ต้องทำงานครบเจ็ดเดือน และส่วนที่เกินได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากประกันสังคม) ลาพักผ่อน (กรณีทำงานในสำนักงานและทำครบหกเดือน ลาได้ค่าจ้าง 10 วันทำการ ในปีต่อไปสะสมได้ไม่เกิน 20 วันทำการ) การลาเข้ารับการฝึกวิชาทหาร (ได้รับค่าจ้างไม่เกินสองเดือน) หรือเข้ารับการระดมพลเตรียมพลทดลองความพรั่งพร้อม (ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน) หรือลาเข้ารับราชการทหาร(ตามความจำเป็น) และการลาไปฝึกอบรมดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย (ได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ) ส่วนกรณีลากิจส่วนตัว ลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจญ์ และการลาศึกษาต่อ (หากลาประเภทนี้จะไม่ได้รับค่าจ้าง)

       3) สิทธิประโยชน์อย่างอย่างอื่น  ลูกจ้างชั่วคราวได้รับสิทธิประโยชน์อย่างอื่นบางรายการ ได้แก่ ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ (ค่าโอที) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (เบี้ยเลี้ยง พาหนะ เช่าที่พัก) ค่าเบี้ยประชุม (กรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ)  ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ทั้งหมดนี้เป็นไปตามระเบียบราชการโดยอนุโลม

        4) สิทธิประโยชน์การเลื่อนค่าจ้างเมื่อถึงแก่ความตาย  ในกรณีที่ลูกจ้างชั่วคราวถึงแก่ความตายเนื่องจากปฏิบัติราชการในหน้าที่และการตายนั้นมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือความผิดของตนเอง ให้เลื่อนค่าจ้างตั้งแต่วันที่ลูกจ้างผู้นั้นถึงแก่ความตาย (ขั้นค่าจ้าง หรือจำนวนร้อยละค่าจ้างที่จะเลื่อน เป็นไปตามบัญชีกำหนดอัตราค่าจ้างลูกจ้างส่วนราชการ) หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาเลื่อนค่าจ้าง เสนอไปยังหัวหน้าส่วนราชการ และสุดท้ายกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ดังนี้

          1) ถึงความตายเพราะถูกทำร้ายเนื่องจากการปราบปรามผู้กระทำผิด เลื่อนขั้นค่าจ้างได้ไม่เกินหกขั้น

          2) ถึงความตายเพราะปฏิบัติงานในสภาพที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต เลื่อนขั้นค่าจ้างได้ไม่ห้าขั้น

          3) ถึงความตายโดยถูกประทุษร้าย เลื่อนขั้นค่าจ้างได้ไม่เกินสามขั้น

          4) ถึงความตายโดยอุบัติเหตุ เลื่อนขั้นค่าจ้างได้ไม่เกินสองขั้น

  5) ถึงความตายเพราะปฏิบัติงานตรากตรำหรือเร่งรัดเกินกว่าการปฏิบัติงานเกินธรรมดา เลื่อนขั้นค่าจ้างได้ไม่เกินหนึ่งขั้น

 

3. พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว ได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมอย่างไรบ้าง?

    พนักงานราชการ หรือ ลูกจ้างชั่วคราวเมื่อเข้ามาทำงานให้กับราชการ ถือว่าเป็นลูกจ้างที่มีส่วนราชการนั้นๆ เป็นนายจ้าง จะต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (การประกันสังคมเป็นโครงการการบริหารทางสังคมในระยะยาวอีกระบบหนึ่งที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดขึ้น ด้วยมุ่งหมายที่จะเป็นหลักประกันและคุ้มครองความเป็นอยู่ของประชาชน ให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต แม้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องขาดแคลนรายได้ ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข ด้วยการออกเงินสมทบเข้ากองทุนเรียกว่ากองทุนประกันสังคม โดยมีนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลร่วมออกเงินสมทบเข้ากองทุน) กล่าวคือ เมื่อลูกจ้าง เช่น พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวได้เข้าปฏิบัติงานทำสัญญาจ้างแล้ว ส่วนราชการ (เช่น สำนักงานเขตื้นที่การศึกษา) ในฐานะนายจ้างก็จะแจ้งรายชื่อและรายละเอียดการเป็นลูกจ้างไปยังสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ (สำนักงานประกันสังคมจังหวัด) โดยแต่ละเดือนทั้งลูกจ้าง(หักจากค่าจ้าง) นายจ้าง(ส่วนราชการ) และรัฐบาล จะต้องส่งเงิน (ทุกส่วนส่งสมทบเท่ากับร้อยละ 5 ของค่าจ้าง) ไปยังสำนักงานประกันสังคมเพื่อเข้าสมทบกองทุนประกันสังคม ลูกจ้างในฐานะผู้ประกันตนก็จะเกิดสิทธิ์ในสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ได้จากกกองทุนประกันสังคม โดยมี “บัตรประกันสังคม” เป็นสิ่งยืนยันการมีสิทธิ์ในสวัสดิการและสิทธิประโยชน์

 

   “กองทุนประกันสังคม” จะคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ใน 7 กรณี (ที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เช่น หกล้มแขนหักที่บ้านอันไม่เนื่องมาจากการทำงาน) ได้แก่ เจ็บป่วยหรือประสบอันตราย  ตาย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน  ซึ่งจะเข้ารักษาที่ใด วงเงินจำนวนเท่าไร เป็นไปตามสำนักงานประกันสังคมกำหนด โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไข ดังนี้

       1) กรณีเจ็บป่วย ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ มีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ มีสิทธิเบิกค่าทันตกรรม มีสิทธิเบิกค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯในกรณีฉุกเฉิน สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่ารักษาฯ ที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่วันเข้ารับการรักษาไม่นับรวมวันหยุดราชการ ผู้ป่วยนอก (ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง) ผู้ป่วยใน (ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง) อุบัติเหตุ (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) 

       2) กรณีคลอดบุตร ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบครบ 7 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันคลอด มีสิทธิได้ไม่จำกัดครั้ง ผู้ประกันตนมีสิทธิรับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อครั้ง และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่าย ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

       3) กรณีทุพพลภาพ ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือน ก่อนวันที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดให้เป็นทุพพลภาพ จะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 บาท ของค่าจ้างตลอดชีวิต และค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ หากเป็นผู้ทุพพลภาพหลังจากวันที่ 31 มีนาคม 2558 เป็นต้นไป นอกจากสิทธิ์ข้างต้นแล้ว ไม่ต้องสูญเสียสมรรถภาพของร่างกายร้อยละ 50 ก็มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน

      4) กรณีตาย แยกเป็น 2 กรณี คือ กรณีส่งเงินสมทบมาแล้ว 36 เดือน (3ปี) แต่ไม่ถึง 120 เดือน(10 ปี) หากผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับ 50% ของค่าจ้างรายเดือน คูณด้วย 4 (เท่ากับค่าจ้างประมาณ 2 เดือน) และกรณีที่ 2 ส่งเงินสมทบมาแล้วมากกว่า 120 เดือน (10 ปี) หากผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับ 50% ของค่าจ้าง คูณด้วย 12 (เท่ากับค่าจ้างประมาณ 6 เดือน) โดยจ่ายให้กับทายาทหรือผู้มีสิทธิ์

     5) กรณีสงเคราะห์บุตร ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบครบ 12 เดือน ภายใน 36 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์เดือนละ 400 บาท ต่อบุตร 1 คน คราวละไม่เกิน 3 คน และเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย อายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนให้ใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน หากผู้ประกันตนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ บุตรมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ต่อจนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์

     6) กรณีชราภาพ ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15ปี) ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ต้องมีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยจะได้  “บำนาญชราภาพ เป็นรายเดือนไปจนตาย (เดือนละ 15 % ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย) หากผู้รับบำนาญแล้วเสียชีวิตภายใน 60 เดือน ให้ผู้มีสิทธิ์เป็นผู้รับบำเหน็จ 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพ) และจะได้รับ “บำเหน็จชราภาพ” หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน (15ปี) และสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน (โดยหากจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จะได้คืนเฉพาะส่วนของผู้ประกันตนส่งสมทบ หรือหากจ่ายเงินสมทบ 12 เดือนขึ้นไป จ่ายส่วนของผู้ประกันตนรวมกับส่วนของนายจ้าง พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนด ทั้งนี้สามารถตรวจสอบจากสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ฯ)

     อนึ่ง ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีสิทธิ์รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพไว้ล่วงหน้าได้หากเกิดกรณีเสียชีวิต โดยมีสิทธิได้รับร่วมกับทายาท และหากผู้ประกันตนไม่มีทายาท หรือไม่มีบุคคลที่ทำหนังสือระบุ จะให้สิทธิแก่พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา

    7) กรณีว่างงาน เมื่อลูกจ้างตกงานไม่ว่ากรณีใดๆ จะได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้การ บริการจัดหางาน และการพัฒนาฝีมือแรงงาน

      ประโยชน์ทดแทนทุกกรณีเมื่อมีสิทธิต้องยื่นเรื่องรับเงินภายใน 2 ปี และผู้ประกันตนสามารถรายชื่อสถานพยาบาลในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน ตรวจสอบข้อมูลการส่งเงินสมทบ ข้อมูลการเลือกสถานพยาบาล ประวัติการเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาล การใช้สิทธิประโยชน์ทดแทน การคำนวณเงินสงเคราะห์ชราภาพ ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม

     อนึ่ง กรณีที่พนักงานราชการ หรือลูกจ้างชั่วคราวยังปฏิบัติงานในหน่วยงาน ส่วนราชการ หรือสถานศึกษาก็จะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการเฉพาะกรณีเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร หรือกรณีสงเคราะห์บุตร เท่านั้น

 

4. พนักงานราชการ และลูกจ้างชั่วคราวเมื่อพ้นจากราชการจะได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?

     พนักงานราชการ หรือ ลูกจ้างชั่วคราว เมื่อพ้นสภาพการเป็นพนักงานราชการหรือลูกจ้างชั่วคราวแล้วแต่กรณี ไม่ว่าจะลาออกโดยสมัครใจเพื่อไปบรรจุเป็นครูผู้ช่วย หรือรับราชการอื่น ลาออกเพื่อประกอบอาชีพอื่น หรือถูกให้ออกเพราะไม่ผ่านการประเมินฯหรือจากกรณีใดๆ ก็ตาม ในสิทธิของความเคยเป็นพนักงานและลูกจ้างชั่วคราวนี้ จะไม่ได้รับเงินบำเหน็จ เงินบำนาญ เงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เหมือนข้าราชการ หรือเงินบำเหน็จปกติ บำเหน็จรายเดือน เงินจากกองทุน กสจ. เหมือนลูกจ้างประจำ แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่างหลังออกจากงาน ดังนี้

   1. สิทธิประโยชน์จากราชการตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานราชการ

       ในกรณีที่พนักงานราชการลาออกจากราชการโดยสมัครใจ สิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาหรือไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้างเพราะผลการประเมินไม่เป็นไปตามเกณฑ์ หรือถูกให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยร้ายแรง ลักษณะเช่นนี้เมื่อพ้นจากการเป็นพนักงานราชการจะไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรจากทางราชการ

       แต่ในกรณีที่ออกจากราชการเนื่องจากส่วนราชการบอกเลิกสัญญาจ้างกับพนักงานราชการผู้ใดก่อนครบกำหนดเวลาจ้าง ด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ โดยมิใช่ความผิดของพนักงานราชการดังกล่าว ให้พนักงานราชการผู้นั้นได้รับค่าตอบแทนการออกจากราชการ ดังนี้

        1) ได้ปฏิบัติงานติดต่อกันครบ 4 เดือน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายค่าตอบแทนเท่ากับอัตราค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนวันออกจากราชการ

        2) ได้ปฏิบัติงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายค่าตอบแทนจำนวนสามเท่าของอัตราค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนวันออกจากราชการ

        3) ได้ปฏิบัติงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายค่าตอบแทนจำนวนหกเท่าของอัตราค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนวันออกจากราชการ

        4) ได้ปฏิบัติงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายค่าตอบแทนจำนวนแปดเท่าของอัตราค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนวันออกจากราชการ

         5) ได้ปฏิบัติงานติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป ให้จ่ายค่าตอบแทนจำนวนสิบเท่าของอัตราค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่ก่อนวันออกจากราชการ

        ซึ่งหากมีลักษณะเช่นนี้ ให้เจ้าตัวได้ติดต่อประสานงานเพื่อขอรับค่าตอบแทนจากส่วนราชการที่เป็นพนักงานราชการผู้นั้นเคยปฏิบัติงาน

     2. สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายประกันสังคม

         ดังที่กล่าว พนักงานราชการ หรือ ลูกจ้างชั่วคราว ถือว่าเป็นลูกจ้างที่มีส่วนราชการเป็นนายจ้าง พนักงานราชการ หรือ ลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว จึงเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและพึงได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม เมื่อออกจากราชการ พนักงานราชการหรือลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว พึงได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้  

        1) สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมยังคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือน  หลังจากพ้นจากการเป็นผู้ประกันตน อันนี้หมายความว่า เมื่อพนักงานราชการพ้นจากตำแหน่งหน้าที่จึงไม่ใช่ลูกจ้างของส่วนราชการ เป็นหน้าที่ส่วนราชการนั้นๆ จะแจ้งสภาพ และงดหักเงินสมทบเพื่อส่งประกันสังคมต่อสำนักงานประกันสังคมฯ ดังนั้น ความเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลง แต่กฎหมายประกันสังคมยังคุ้มครองโดยให้มีสิทธิประโยชน์ต่อไปอีก 6 เดือน นับจากพ้นสภาพพนักงานราชการ โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต

        แต่อย่างไรก็แล้ว แต่หากลาออกเพื่อกลับมารับราชการ เช่น บรรจุเป็นครูผู้ช่วย หรือข้าราชการอื่น สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ก็ตามมาจากการเป็นข้าราชการ จึงสามารถที่จะเลือกรับสิทธิประโยชน์จากทางราชการหรือกองทุนประกันสังคมก็ได้

       2) สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมจากเงินบำเหน็จชราภาพ  เมื่อพนักงานราชการหรืออัตราจ้างได้ลาออก ต่อมาเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าขณะนั้นจะรับราชการในตำแหน่งหน้าที่ใด (เว้นแต่กลับไปเป็นลูกจ้างและเป็นผู้ประกันตนต่อ) จะมีสิทธิได้รับประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ โดยขณะเมื่อคราวเป็นพนักงานราชการหรืออัตราจ้างหากส่งเงินสมทบประกันสังคมไม่ครบ 180 เดือน (15ปี) ก็จะได้รับเงินก้อนเดียวเรียกว่า “บำเหน็จชราภาพ” แต่หากส่งเงินสมทบประกันสังคมมาแล้วครบ 180 เดือน (15ปี) ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ก็จะได้รับเงินรายเดือนไปจนตายเรียกว่า “บำนาญชราภาพ” รายละเอียดเลื่อนขึ้นไปอ่าน ข้อ 3  ข้อย่อย 6) ข้างต้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นสามารถติดต่อทำเรื่องขอรับเงินดังกล่าวที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ได้ 

 

กล่าวโดยสรุป พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทหนึ่ง เมื่อเป็นผู้ปฏิบัติให้กับรัฐ ก็จะได้รับค่าจ้าง ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์จากทางราชการ  และพนักงานราชการยังได้เงินทดแทนอันเป็นสิทธิประโยชน์ หากถูกออกจากราชการเนื่องจากส่วนราชการบอกเลิกสัญญาอันไม่ใช่เกิดจากความผิดของตัวพนักงานราชการเอง ขณะเดียวกันพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวก็จะได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อีกส่วนหนึ่งในฐานะที่เป็นลูกจ้างของส่วนราชการตามกฎหมายประกันสังคมอีกด้วย และเมื่อออกจากราชการ กฎหมายประกันสังคมยังคุ้มครองให้สิทธิประโยชน์บางรายการต่อไปอีก 6 เดือน และเมื่ออายุครบ 55 ปี ก็สามารถขอรับเงินบำเหน็จชราภาพหรือบำนาญชราภาพ ที่เป็นสิทธิประโยชน์ ผลพลอยได้จากการที่ได้หักเงินสมทบไว้ร้อยละ 5 เมื่อคราวยังทำงานในตำแหน่งนั้นอยู่ ทั้งนี้หากพนักงานราชการหรือลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว ได้เปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นข้าราชการ ก็จะได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ทั้งสองทาง

 

ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนอยากสื่อสารมายังผู้บริหารหน่วยงาน ผู้บริหารสถานศึกษาในบทบาทที่เป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว ได้รับรู้และบอกต่อถึงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวพึงได้รับทั้งขณะปฏิบัติหน้าที่ และพ้นจากตำแหน่ง หน้าที่ รวมถึงอยากแจ้งข่าวมายังตัวพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวเองด้วยว่า ถึงแม้จะพ้นจากตำแหน่งเพื่อไปทำงานราชการในตำแหน่งใหม่ที่ได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่สิทธิประโยชน์จากเงินสมทบเมื่อครั้งการเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคมบางอย่างยังคงอยู่ ดังนั้นเมื่ออายุครบ 55 ปี อย่าลืมไปทำเรื่องขอรับเงินบำเหน็จชราภาพหรือบำนาญชราภาพกันนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดี

Drborworn

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537  (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542  (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 (กรณีนายจ้างเป็นส่วนราชการที่มีลูกจ้าง)

พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และประมวลกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง(กรณีนายจ้างเป็นเอกชน บริษัท ที่มีลูกจ้าง)

สิทธิประโยชน์พนักงานราการ

สิทธิพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวผู้ประกันตน

ระเบียบว่าด้วยการจ่ายค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พ.ศ.2526 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ 2) .ศ.2536 (ฉบับ 3) พ.ศ.2539   

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเรื่องการบริหารงานบุคคลลูกจ้างชั่วคราว

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินนอกงบประมาณ

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณ

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินนอกงบประมาณ

 

ข้อเขียนที่เกี่ยวข้อง

“ข้าราชการ”เกษียณแล้วได้อะไรจากราชการ

“ลูกจ้างประจำ”เกษียณแล้วได้อะไรจากราชการ 

ความเห็นของผู้ชม